ข่าวสาร, ความรู้

กันแดด SPF กับ PA ต่างกันยังไง? รู้ก่อนเลือกครีมกันแดด | TPP Biotech

Sunscreen Manufacturing Guide

กันแดด SPF กับ PA ต่างกันยังไง?

SPF ดูการปกป้อง UVB | PA ดูการปกป้อง UVA เลือกให้เป็น เพื่อการดูแลผิวที่ตอบโจทย์มากขึ้น[cite: 16]

กันแดด SPF กับ PA ต่างกันยังไง? รู้ก่อนเลือกครีมกันแดด | TPP Biotech

ครีมกันแดดเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง เพราะแสงแดดและรังสี UV เป็นหนึ่งในปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อสภาพผิวในชีวิตประจำวัน[cite: 16]

แต่เมื่อเลือกซื้อครีมกันแดด หลายคนอาจเคยสงสัยว่า SPF กับ PA ต่างกันยังไง และตัวเลขอย่าง SPF30, SPF50 หรือสัญลักษณ์ PA+, PA+++, PA++++ หมายถึงอะไร[cite: 16]

สำหรับผู้บริโภค การเข้าใจความแตกต่างของ SPF และ PA จะช่วยให้เลือกผลิตภัณฑ์ได้เหมาะกับกิจกรรมและความต้องการของผิวมากขึ้น ขณะที่เจ้าของแบรนด์ก็สามารถนำความรู้เหล่านี้ไปใช้ในการวาง Positioning และพัฒนาผลิตภัณฑ์กันแดดให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน[cite: 16]

☀️ SPF คืออะไร?

SPF (Sun Protection Factor) เป็นค่าที่ใช้สื่อถึงระดับการปกป้องจากรังสี UVB ซึ่งเป็นรังสี UV ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเกิดผิวแดงและผิวไหม้แดด[cite: 16]

โดยทั่วไป ตัวเลข SPF ที่สูงขึ้นหมายถึงผลิตภัณฑ์มีระดับการปกป้อง UVB ที่สูงขึ้นภายใต้เงื่อนไขการทดสอบที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่า SPF ที่สูงขึ้นหมายถึงสามารถอยู่กลางแดดได้นานขึ้นแบบไม่จำกัด เพราะประสิทธิภาพในการปกป้องยังขึ้นอยู่กับปริมาณที่ทา การทาซ้ำ เหงื่อ การเช็ดถู และพฤติกรรมการใช้งานจริง[cite: 16]

ดังนั้น การเลือก กันแดด SPF ควรพิจารณาร่วมกับกิจกรรมและลักษณะการใช้ชีวิต เช่น การใช้ในชีวิตประจำวัน การทำงานกลางแจ้ง หรือการทำกิจกรรมที่ต้องสัมผัสแสงแดดเป็นเวลานาน[cite: 16]

🛡️ PA คืออะไร?

PA (Protection Grade of UVA) เป็นระบบการแสดงระดับการปกป้องจากรังสี UVA โดยมักแสดงเป็นเครื่องหมาย “+” เช่น PA+, PA++, PA+++, PA++++[cite: 16]

UVA สามารถเข้าสู่ผิวได้ลึกกว่า UVB และมีความเกี่ยวข้องกับการเกิด Photoaging หรือการเปลี่ยนแปลงของผิวจากแสง เช่น ความหมองคล้ำและสัญญาณแห่งวัย[cite: 16]

ดังนั้น หากต้องการเลือกครีมกันแดดสำหรับการใช้ในชีวิตประจำวัน ควรพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่มีการปกป้องทั้ง UVA และ UVB ไม่ใช่ดูเพียงค่า SPF อย่างเดียว[cite: 16]

⚖️ SPF กับ PA ต่างกันยังไง?

สรุปแบบเข้าใจง่ายคือ[cite: 16]

SPF ➔ เน้นการปกป้องจาก UVB[cite: 16]

PA ➔ แสดงระดับการปกป้องจาก UVA[cite: 16]

ทั้งสองค่าจึงไม่ได้ใช้แทนกัน แต่ทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลคนละด้านของการปกป้องรังสี UV[cite: 16]

ตัวอย่างเช่น SPF50 PA++++ หมายถึง ผลิตภัณฑ์มีค่า SPF 50 ซึ่งเป็นระดับการปกป้อง UVB ตามการทดสอบมาตรฐาน และมีระดับ PA++++ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของระบบ PA ที่ใช้กันทั่วไปในการแสดงการปกป้อง UVA[cite: 16]

🎯 เลือกกันแดด SPF เท่าไหร่ดี?

การเลือก SPF ไม่ควรพิจารณาจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูว่าใช้ในสถานการณ์ใด[cite: 16]

สำหรับการใช้ในชีวิตประจำวัน อาจเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF เหมาะสมกับกิจกรรมและการสัมผัสแสงแดด ขณะที่ผู้ที่ต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมที่สัมผัสแดดมาก อาจพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่มีระดับการปกป้องสูงขึ้น รวมถึงคุณสมบัติด้านความคงทนหรือการกันน้ำตามความเหมาะสม[cite: 16]

ที่สำคัญคือ ทาในปริมาณที่เหมาะสมและทาซ้ำตามความจำเป็น เพราะแม้ผลิตภัณฑ์จะมีค่า SPF และ PA สูง แต่หากทาน้อยเกินไปหรือไม่ได้ทาซ้ำ ประสิทธิภาพในการปกป้องก็อาจลดลงได้[cite: 16]

กันแดดยุคใหม่ไม่ได้มีดีแค่ SPF และ PA

สำหรับตลาดสกินแคร์ในปัจจุบัน เจ้าของแบรนด์สามารถพัฒนาครีมกันแดดให้มีจุดขายมากกว่าการปกป้องรังสี UV โดยเลือก Active Ingredients ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคเพิ่มเติม เช่น[cite: 16]

💧 Hyaluronic Acid

สำหรับสูตรที่ต้องการเน้นเรื่องความชุ่มชื้น[cite: 16]

🌟 Niacinamide

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการสื่อสารเรื่องการดูแลผิวและ Skin Barrier[cite: 16]

🌿 Vitamin E

และสารต้านอนุมูลอิสระ สำหรับสูตรที่ต้องการดูแลผิวจากปัจจัยภายนอก[cite: 16]

🛡️ Ceramide

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เน้นการดูแล Skin Barrier[cite: 16]

🍃 Panthenol

สำหรับสูตรที่ต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นและความสบายผิว[cite: 16]

🍀 Centella Asiatica

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการเน้นการปลอบประโลมผิว[cite: 16]

การเลือกส่วนผสมจึงสามารถนำมาสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ได้ เช่น กันแดด + เติมความชุ่มชื้น, กันแดด + Skin Barrier, กันแดดสำหรับผิวมัน หรือกันแดดสำหรับผิวบอบบาง โดยควรเลือกส่วนผสมและ Claim ให้สอดคล้องกับสูตรจริงและข้อกำหนดด้านเครื่องสำอาง[cite: 16]

📈 ทำไมเจ้าของแบรนด์ควรเข้าใจ SPF และ PA?

หากกำลังวางแผน สร้างแบรนด์กันแดด ความเข้าใจเรื่อง SPF และ PA เป็นพื้นฐานสำคัญในการกำหนด Concept ของผลิตภัณฑ์ เพราะสามารถนำไปต่อยอดตั้งแต่การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย เนื้อสัมผัส จุดขาย Active Ingredients ไปจนถึง Packaging และการสื่อสารทางการตลาด[cite: 16]

🏙️ สำหรับคนทำงานในเมือง

ตัวอย่างเช่น หากกลุ่มเป้าหมายเป็นคนทำงานในเมือง อาจพัฒนากันแดดเนื้อบางเบาที่ใช้ได้ทุกวัน[cite: 16]

⛰️ สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง

ขณะที่กลุ่มที่ชอบกิจกรรมกลางแจ้งอาจให้ความสำคัญกับระดับการปกป้องและคุณสมบัติที่เหมาะกับกิจกรรมมากขึ้น[cite: 16]

ดังนั้น การผลิตกันแดดจึงไม่ใช่เพียงการเลือก “SPF สูงที่สุด” แต่ควรออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ เหมาะกับผู้ใช้ ใช้งานได้จริง และมีจุดขายที่แตกต่าง[cite: 16]

สรุป SPF กับ PA แบบจำง่าย

SPF = ปกป้อง UVB  |  PA = ปกป้อง UVA[cite: 16]

ดังนั้น ก่อนเลือกครีมกันแดด ควรดูทั้ง SPF + PA และพิจารณาร่วมกับสภาพผิว กิจกรรม และรูปแบบการใช้งาน[cite: 16]

สำหรับเจ้าของแบรนด์ การนำ Active Ingredients เข้ามาช่วยเสริม Concept ของผลิตภัณฑ์ ยังสามารถทำให้กันแดดมีจุดขายที่แตกต่างจากตลาด และสร้าง Product Positioning ที่ชัดเจนมากขึ้นได้[cite: 16]

รับผลิตกันแดด OEM / ODM กับ TPP Biotech

หากสนใจเทรนด์สกินแคร์ กันแดด SPF & PA หรือสนใจจะผลิตสินค้าสกินแคร์ สามารถมาผลิต OEM / ODM กับทาง TPP Biotech ได้ เราดูแลตั้งแต่ต้นจนจบ[cite: 16]

  • OEM มีสูตรมาตรฐานให้เลือก สามารถเลือกแนวทางผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับแบรนด์ได้[cite: 16]
  • ODM สามารถพัฒนาสูตรตามความต้องการ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มี Concept และจุดขายเฉพาะแบรนด์[cite: 16]

ตั้งแต่การพัฒนาสูตร การเลือกส่วนผสม ไปจนถึงการสร้างผลิตภัณฑ์พร้อมทำตลาด ให้ TPP Biotech ช่วยดูแลการสร้างแบรนด์สกินแคร์ของคุณแบบครบวงจร[cite: 16]

ปรึกษาฟรี เริ่มต้นแบรนด์ของคุณวันนี้

📩 ให้ TPP Biotech ช่วยดูแลการสร้างแบรนด์กันแดดของคุณ[cite: 16]